Try2Conceive
เวบบอร์ดสำหรับผู้ที่พยายามจะมีเจ้าตัวเล็กค่ะ
Advanced Search
Home
สมัครสมาชิก(Register)
ช่วยเหลือ
รายชื่อสมาชิก
กลุ่มผู้ใช้
เข้าสู่ระบบเพื่ออ่านข้อความส่วนตัว
เข้าสู่ระบบ(Log in)
Try2Conceive
เรื่องน่ารู้
โฟลิก - โฟเลต
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
::
อ่านหัวข้อถัดไป
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
แสดงทั้งหมด
1 วัน
7 วัน
2 สัปดาห์
1 เดือน
3 เดือน
6 เดือน
1 ปี
เรียงจากเก่า-ใหม่
เรียงจากใหม่-เก่า
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Fri May 19, 2006 10:18 am
ผู้ตั้ง
ข้อความ
SAMY
New Member
เข้าร่วม: 16 Mar 2006
ตอบ: 9
เรื่อง: โฟลิก - โฟเลต
กรดโฟลิกหรืออีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกกันทั่วไปว่า "โฟเลต" จัดเป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มที่ละลายในน้ำ ในร่างกายกรดโฟลิกมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเซลล์ต่างๆ และมีบทบาทในการสร้างสาคาร์บอน ซึ่งเป็นกลไกการทำงานของดีเอ็นเอในการถ่ายทอดคำสั่งทางพันธุกรรมเพื่อสร้างโปรตีนชนิดต่างๆ รวมทั้งการควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก
 เมื่อตั้งครรภ์ โฟลิกกลับลดลง
ภายหลังการปฏิสนธิโดยการผสมของไข่จากแม่และสเปิร์มจากพ่อ จะเกิดเป็นเซลล์ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ของสารพันธุกรรม หลังจากนั้นเซลล์เซลล์เดียวจะมีการแบ่งตัวเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการก่อรูปของอวัยวะระบบต่างๆ จนเป็นทารกที่สมบูรณ์ การตั้งครรภ์จึงต้องมีการสร้างสายดีเอ็นเอและโปรตีนเพื่อเป็นองค์ประกอบของเซลล์และเนื้อเยื่อของระบบต่างๆ จำนวนมาก ดังนั้นจึงมีความต้องการกรดโฟลิกเพิ่มมากขึ้นคิดเป็นจำนวนประมาณ 2 เท่าของคนปกติ
ในขณะที่ร่างกายต้องการกรดโฟลิกมากขึ้น กลับพบว่าระหว่างตั้งครรภ์ลำไส้สามารถดูดซึมกรดโฟลิกจากอาหารได้ลดลง และมีการสูญเสียกรดโฟลิกทางปัสสาวะมากกว่าปกติ ทำให้พบการขาดกรดโฟลิกในสตรีตั้งครรภ์ได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป
ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์และวงการโภชนาการ ให้ความสนใจกรดโฟลิกนี้มาก เนื่องจากมีรายงานการศึกษาโดยการตรวจหาระดับกรดโฟลิกในเลือดของมารดาที่ตั้งครรภ์ พบว่ามีมารดาที่มีระดับกรดโฟลิกในเลือดต่ำได้ถึงร้อยละ 25 ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของพัฒนาการของสมองและระบบประสาทของทารก เพราะในภาวะปกติสมองและระบบประสาทจะพัฒนาโดยเริ่มจากแผ่นเนื้อเยื่อระบบประสาทแล้วม้วนตัวเป็นท่อเรียกว่า หลอดประสาท ซึ่งมีสองปลาย
ต่อมาปลายหลอดประสาททั้งสองจะปิด โดยปลายท่อด้านหัวจะพัฒนาเป็นส่วนของสมอง ส่วนปลายด้านหางจะพัฒนาเป็นประสาทไขสันหลัง ในกรณีที่มารดามีระดับกรดโฟลิกในเลือดต่ำ จะมีผลทำให้ปลายท่อหลอดประสาททั้ง 2 ด้านไม่ปิด จึงเกิดความพิการของสมองและประสาทไขสันหลัง ซึ่งมีความรุนแรงได้แตกต่างกันหลายระดับ
 ทารกที่ขาด "โฟลิก"
ในรายที่เป็นมากจะทำให้ทารกคลอดออกมาโดยไม่มีเนื้อสมอง จึงไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ จะเสียชีวิตในเวลาไม่นานหลังคลอด
ส่วนรายที่เป็นน้อยจะพบความพิการของประสาทไขสันหลัง โดยการเกิดความผิดปกติดังกล่าวมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย
ปัจจัยสำคัญได้แก่ การมีความผิดปกติที่บางตำแหน่งของยีน ซึ่งซ่อนอยู่ในประชากรทั่วไปได้ระหว่างร้อยละ 5-25 ความผิดปกตินี้จะไม่แสดงอาการใดๆ แต่มีผลต่อเมตาบอลิซึมของกรดโฟลิกในร่างกาย ทำให้มีสารโฮโมซีสทีนในเลือดสูงขึ้นและมีกรดโฟลิกต่ำลง
นอกจากนี้อาจมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น การได้รับความร้อนในระยะเวลาสั้นๆ จากการเป็นไข้ การประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อนหรืออบซาวน่า รวมทั้งการได้รับยาป้องกันโรคลมชักบางชนิด ซึ่งมารดาที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หากได้รับกรดโฟลิกเพิ่มจากอาหารปกติอีกวันละ 400 ไมโครกรัม ในรูปของยาหรืออาหารที่เสริมด้วยกรดโฟลิกจะสามารถป้องกันหรือลดการเกิดความพิการดังกล่าวได้
 ทำไมต้องเสริมโฟลิกก่อนตั้งครรภ์
เนื่องจากพัฒนาการของสมองและระบบประสาทเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการปฏิสนธิ โดยหลอดประสาทจะปิดอย่างสมบูรณ์ในระหว่างสัปดาห์ที่ 3-4 หลังการปฏิสนธิ (วันที่ 21-2
ซึ่งปกติกว่าที่แม่จะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ โดยสังเกตจากประจำเดือนไม่มาตามกำหนด แล้วจึงไปพบแพทย์ก็ล่วงเข้าสัปดาห์ที่ 3 เป็นอย่างเร็วที่สุด การเริ่มรับประทานกรดโฟลิกในระยะนี้จึงไม่ทันการณ์
ดังนั้นหากจะให้ได้ผลจริงๆ จะต้องเริ่มรับประทานกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 1-3 เดือน เป็นอย่างน้อย และถ้าจะให้ครอบคลุมถึงการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าให้ครบถ้วนด้วย จะต้องแนะนำให้สตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคนรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มทุกวันเป็นประจำ
ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอุบัติการณ์ของโรคสมองพิการแต่กำเนิดมากประเทศหนึ่ง ได้รณรงค์ให้สตรีวัยเจริญพันธุ์รับประทานกรดโฟลิกเพิ่มวันละ 400 ไมโครกรัม ในรูปของยาเม็ดหรืออาหารที่เสริมด้วยกรดโฟลิกมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้ว และพบว่าสามารถลดการเกิดความพิการของสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีผู้ที่ทำตามคำแนะนำอย่างครบถ้วนเพียงร้อยละ 30 ก็ตาม
นอจากนี้ยังพบว่าการรับประทานกรดโฟลิกยังช่วยป้องกันหรือลดความพิการของอวัยวะระบบอื่นๆ เช่น ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะการแท้งบุตร และภาวะครรภ์เป็นพิษด้วย
ความจริงกรดโฟลิกมีในอาหารที่เรารับประทานเป็นประจำ (ดังในตาราง) โดยพบมากใน ผักใบเขียว ถั่วลันเตา ตับและผลไม้บางชนิด
ปริมาณกรดโฟลิกในอาหารชนิดต่างๆ
ชนิดของอาหาร น้ำหนัก
ต่อ 1 ถ้วยตวง (กรัม) ปริมาณกรดโฟลิก
(ไมโครกรัม)
คะน้า (ดิบ)
คะน้า (สุก)
กระหล่ำปลี (ดิบ)
กระหล่ำปลี (สุก)
กระหล่ำดอก (ดิบ)
กระหล่ำดอก (สุก)
ปวยเล้ง (ดิบ)
ปวยเล้ง (สุก)
ผักกาดหอม (ดิบ)
ผักบร็อกโคลี (ดิบ)
ผักบร็อกโคลี (สุก)
หน่อไม้ฝรั่ง (ดิบ)
หน่อไม้ฝรั่ง (สุก)
ถั่วลันเตา (ดิบ)
ถั่วลันเตา (สุก)
น้ำส้ม
ตับหมู (3 ออนซ์)
ตับไก่ (ชิ้น) 67
130
70
50
100
124
56
180
56
88
156
134
180
146
160
248
85
20 19.6
30.0
39.6
31
66.2
63.4
109
262
76
62.4
107
140
176
95.3
101
109
139
154
 ความต่างของ "โฟลิก" ในรูปอาหารกับรูปยาเม็ด
เนื่องจากกรดโฟลิกเป็นวิตามินที่ถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ดังนั้นเมื่อปรุงอาหารโดยใช้ความร้อน จะทำให้มีการสูญเสียกรดโฟลิกได้ตั้งแต่ร้อยละ 50-95 นอกจากนี้กรดโฟลิกที่มีในอาหารจะถูกดูดซึมได้น้อยกว่า (ประมาณร้อยละ 50) เมื่อเทียบกับกรดโฟลิกที่รับประทานในรูปของยาเม็ด ดังนั้นแม้ผู้ที่ตั้งครรภ์จะได้รับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดการขาดกรดโฟลิกได้ ยิ่งผู้ที่มียีนผิดปกติแฝงอยู่ ยิ่งมีความจำเป็นต้องได้รับกรดโฟลิกมากขึ้นเป็นพิเศษกว่าคนทั่วไป
สำหรับในบ้านเรา แม้จะพบความพิการทางสมองในทารกแรกเกิดและมีผู้ที่มียีนผิดปกติแฝงอยู่ได้ แม้ไม่สูงเท่าประชากรในประเทศทางตะวันตก แต่ก็ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มวันละ 400 ไมโครกรัม เช่นเดียวกัน ซึ่งกรดโฟลิกชนิดเม็ดที่มีจำหน่ายมี 2 ขนาด คือ 1 มิลลิกรัม และ 5 มิลลิกรัม ซึ่งหากใช้ขนาด 1 มิลลิกรัม ก็รับประทานวันละครึ่งเม็ด แต่หากเป็นขนาด 5 มิลลิกรัม ให้รับประทานเพียงวันละ 1/10 เม็ด
 "โฟลิก" ชนิดเม็ด แค่ไหนไม่อันตราย
โดยทั่วไปกรดโฟลิกเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง จะมีข้อควรระวังเฉพาะในผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ซึ่งมีโอกาสเกิดภาวะซีดและปลายประสาทอักเสบจากการขาดวิตามินบี 12 การรับประทานกรดโฟลิกในขนาดสูงๆ จะทำให้บดบังอาการ และทำให้การวินิจฉัยโรคล่าช้า จนเกิดการทำลายของปลายประสาทอย่างถาวรได้
อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยขอแนะนำให้รับประทานกรดโฟลิกไม่เกินวันละ 1 มิลลิกรัม (10,000 ไมโครกรัม) สำหรับท่านที่ไม่ชอบรับประทานยา การเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีกรดโฟลิกสูงแทนยาเม็ด อาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเนื่องจากเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และในบ้านเรายังไม่มีผักหรือธัญพืชที่เสริมด้วยกรดโฟลิกจำหน่าย ดังนั้นการรับประทานกรดโฟลิกในรูปยาเม็ดยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
Back To Top
Thu May 25, 2006 10:39 pm
ผู้ตั้ง
ข้อความ
คุณแม่เบบี้ลี
Site Admin
เข้าร่วม: 04 Feb 2006
ตอบ: 630
ที่อยู่: USA
เรื่อง:
ขอบคุณค่า
_________________
Try2Conceive
Back To Top
Thu May 28, 2009 2:34 pm
ผู้ตั้ง
ข้อความ
nong.anant
New Member
เข้าร่วม: 28 May 2009
ตอบ: 11
เรื่อง:
ขอบคุณค่ะ เราน่าจะอ่านก่อนท้อง เพราะเราท้องแล้วลูกเราเป็นแบบนี้เลย คือขาดโฟลิก ขั้นรุนรง เด็กมีภาวะไม่มีกะโหลกและสมอง
Back To Top
คุณ
ไม่สามารถ
สร้างหัวข้อใหม่
คุณ
ไม่สามารถ
พิมพ์ตอบ
คุณ
ไม่สามารถ
แก้ไขข้อความของคุณ
คุณ
ไม่สามารถ
ลบข้อความของคุณ
คุณ
ไม่สามารถ
ลงคะแนน
Back To Top
หน้า
1
จาก
1
ไปที่:
เลือก forum
คลินิกผู้มีบุตรยาก
----------------
ถาม-ตอบ ปรึกษาหารือ
เรื่องน่ารู้
ห้องปันปัน
ห้องคนบ้านไกล
Hall of Babies
ประสบการณ์จากการทำหัตถการต่างๆ
----------------
ฉีดสี
ส่องกล้อง
ฉีดเชื้อ IUI
IVF, ICSI
เป่าท่อ...
เก็บไข่..ในเล้า
เจาะน้ำคร่ำ Amniocentesis
ตรวจคัดกรอง Down Syndrome
ข่าวประชาสัมพันธ์
----------------
ข่าวประชาสัมพันธ์
Powered by
phpBB
© 2001, 2002 phpBB Group
Avalanche style by
What Is Real
© 2004